by Markets4you

การวิเคราะห์ตลาด

ร่างกรอบเกณฑ์ Crypto ETF ของไทย จะช่วยดึงสินทรัพย์ดิจิทัลให้เข้าใกล้การลงทุนกระแสหลักมากขึ้นได้อย่างไร?

เรื่องราวและทิศทางของสินทรัพย์ดิจิทัลในปัจจุบันกำลังเปลี่ยนผ่านจากยุคแห่งการเก็งกำไรตามกระแส (Hype) ไปสู่ยุคของการสร้างโครงสร้างผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่มีมาตรฐานและปลอดภัยมากยิ่งขึ้น เมื่อสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ได้มีการเสนอและร่างกรอบการทำงานเพื่อจัดตั้งและเสนอขายกองทุนรวม ETF ที่อ้างอิงกับคริปโตเคอร์เรนซีในประเทศไทย (SEC Proposes the Framework for Crypto ETF Establishment and Offering in Thailand) ตลาดทุนไทยก็กำลังก้าวเข้าสู่ยุคใหม่ที่น่าจับตามองอย่างยิ่ง   กรอบการทำงานใหม่นี้เป็นสัญญาณที่ชัดเจนว่าสินทรัพย์ดิจิทัลกำลังเคลื่อนตัวเข้าใกล้ช่องทางการลงทุนแบบดั้งเดิม (Conventional investment channels) มากยิ่งขึ้น โดยมาพร้อมกับกฎระเบียบที่รัดกุมขึ้นในด้านการดูแลรักษาสินทรัพย์ (Custody) โครงสร้างของกองทุน (Fund design) และกลไกการคุ้มครองนักลงทุน (Investor protection)   บทความนี้จะพาทุกท่านไปเจาะลึกว่า หากประเทศไทยเดินหน้าผลักดันกรอบโครงสร้าง Thailand crypto ETF อย่างเป็นรูปธรรม มันจะช่วยให้นักลงทุนกระแสหลักเข้าถึงสินทรัพย์ดิจิทัลผ่านผลิตภัณฑ์ในตลาดทุนที่ได้รับการกำกับดูแลได้อย่างไร และทำไมการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้จึงเป็นเรื่องของ “โครงสร้างและระบบป้องกัน” มากพอๆ กับเรื่องของ “โอกาสในการเข้าถึง”  

ทำไมการหารือเกี่ยวกับ Crypto ETF ของไทยถึงมีความสำคัญในตอนนี้?

ในบริบทของตลาดซื้อขายคริปโทเคอร์เรนซีและโทเคนดิจิทัลภายใต้การกำกับดูแลของกฎหมายไทย หรือ Thailand digital asset market ปัจจุบัน การพูดคุยและผลักดันเรื่องกองทุน ETF คริปโตมีความสำคัญและน่าจับตามองในเวลานี้มากกว่าในอดีตอย่างมาก เนื่องจากพฤติกรรมและความต้องการของนักลงทุนกำลังเปลี่ยนไป นักลงทุนสถาบันและนักลงทุนรายย่อยจำนวนมากต้องการกระจายความเสี่ยงเข้าสู่สินทรัพย์ทางเลือก แต่มักจะเผชิญกับอุปสรรคทางเทคนิคในการเปิดบัญชีกับศูนย์ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัล การจัดการ Private Key หรือความกังวลด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์จากการถูกแฮ็กแพลตฟอร์ม   การเปิดรับครื่องมือทางการเงินที่อ้างอิงราคาคริปโทเคอร์เรนซี หรือ Thailand crypto ETF ถือเป็นการผสานโลกการเงินแบบดั้งเดิมเข้ากับนวัตกรรมดิจิทัล ซึ่งสอดคล้องกับทิศทางของประเทศไทยที่กำลังพยายามบูรณาการคริปโตเคอร์เรนซีเข้าสู่ตลาดอนุพันธ์และตลาดทุนในระดับท้องถิ่น (Thailand moves to integrate crypto into local derivatives market) การมีกองทุนที่จดทะเบียนและซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย จะเปิดมิติใหม่ที่ช่วยให้นักลงทุนไม่จำเป็นต้องนำเงินทุนไปเสี่ยงกับแพลตฟอร์มต่างประเทศหรือแพลตฟอร์มที่ไม่ได้รับการกำกับดูแล ซึ่งเป็นการยกระดับมาตรฐานความน่าเชื่อถือของอุตสาหกรรมในภาพรวม  

อะไรบ้างที่กรอบการทำงานที่นำเสนอนี้สามารถอนุญาตให้ทำได้จริง ๆ?

หากพิจารณาในเชิงปฏิบัติ กรอบการทำงานที่ได้รับการเสนอจะอนุญาตให้บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) สามารถจัดตั้งและเสนอขายผลิตภัณฑ์ทางการเงินในรูปแบบของกองทุนรวมสินทรัพย์ดิจิทัลที่จดทะเบียนซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ หรือ spot crypto ETF ได้ ซึ่งหมายความว่ากองทุนนี้จะทำการถือครองสินทรัพย์ดิจิทัลของจริง (เช่น ถือครองบิตคอยน์โดยตรง) ไม่ใช่การลงทุนผ่านสัญญาซื้อขายล่วงหน้า (Futures)   โครงสร้างของกองทุนลักษณะนี้มักจะถูกบริหารจัดการในรูปแบบ passive fund structure หรือการบริหารแบบเชิงรับ โดยมีเป้าหมายเพื่อสร้างผลตอบแทนให้ใกล้เคียงกับการเคลื่อนไหวของราคาสินทรัพย์อ้างอิงให้มากที่สุด ทั้งนี้ กองทุนประเภทนี้จะถูกจัดอยู่ในหมวดหมู่ของ alternative investment fund (กองทุนรวมทรัพย์สินทางเลือก) และเนื่องจากสินทรัพย์อ้างอิงมีความผันผวนด้านราคาสูงมาก กองทุนจึงมักถูกจัดให้อยู่ในระดับความเสี่ยงสูงสุดคือ risk spectrum 8+ (ระดับความเสี่ยง 8+)   ในระยะเริ่มต้น สินทรัพย์ที่น่าจะมีคุณสมบัติและได้รับการอนุมัติให้จัดตั้งเป็นกองทุนได้ มักจะเป็นสินทรัพย์ดิจิทัลขนาดใหญ่และมีสภาพคล่องสูงในระดับโลก นั่นเปิดโอกาสให้เราอาจได้เห็นการถือกำเนิดของ Bitcoin ETF Thailand และ Ethereum ETF Thailand ในอนาคตอันใกล้ โดยกองทุนเหล่านี้จะถูกนำไปจดทะเบียนเพื่อเปิดให้มีการซื้อขายบนกระดานตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET trading) ทำให้นักลงทุนสามารถซื้อขายหน่วยลงทุนได้ง่ายๆ ผ่านแอปพลิเคชันเทรดหุ้น (Streaming) ตามเวลาทำการปกติของตลาดหลักทรัพย์  

ทำไมโครงสร้างตลาดสปอต กฎระเบียบด้านการเก็บรักษาทรัพย์สิน และการคุ้มครองนักลงทุนจึงมีความสำคัญ?

หัวใจสำคัญที่สร้างความแตกต่างระหว่างการลงทุนคริปโตแบบเดิมกับกองทุน ETF คือเรื่องของความปลอดภัยและการกำกับดูแล สำหรับผลิตภัณฑ์อย่างผลิตภัณฑ์สินทรัพย์ดิจิทัลที่ได้รับการออกใบอนุญาตและอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของหน่วยงานรัฐบาล หรือ regulated crypto product โครงสร้างแบบสปอต (Spot) นั้นแปลว่ากองทุนจะต้องหาผู้ให้บริการรับฝากทรัพย์สินที่เชื่อถือได้มาเก็บรักษาเหรียญคริปโตของกองทุนไว้ ซึ่งในจุดนี้ กฎระเบียบด้านบริการรับฝากและดูแลความปลอดภัยสินทรัพย์ดิจิทัล โดยสถาบันหรือองค์กรที่เป็นบุคคลที่สาม ทำหน้าที่ปกป้องกุญแจส่วนตัว (Private Key) หรือ crypto custody Thailand จะเข้ามามีบทบาทสำคัญอย่างยิ่ง   กรอบการทำงานจะให้ความสำคัญสูงสุดกับการมี licensed custodian (ผู้ให้บริการรับฝากทรัพย์สินที่ได้รับใบอนุญาต) ซึ่งต้องมีมาตรฐานความปลอดภัยระดับสถาบัน การมี local custody rules (กฎระเบียบการดูแลสินทรัพย์ในประเทศ) ที่เข้มงวด จะช่วยแยกทรัพย์สินของนักลงทุนออกจากทรัพย์สินของบริษัทจัดการกองทุนอย่างชัดเจน ป้องกันปัญหาการนำเงินลูกค้าไปหมุนเวียนหรือนำไปปล่อยกู้ต่อ (Rehypothecation) แบบที่เคยเกิดเป็นคดีความโด่งดังในศูนย์ซื้อขายคริปโตต่างประเทศหลายแห่ง   นอกจากนี้ การมี fund trustees (ผู้ดูแลผลประโยชน์ของกองทุน) คอยทำหน้าที่ตรวจสอบการจัดการกองทุนให้เป็นไปตามหนังสือชี้ชวน ถือเป็นสัญญาณที่สร้างความน่าเชื่อถือระดับสูง (Core trust signals) กลไกทั้งหมดนี้คือรากฐานของ investor protection (การคุ้มครองนักลงทุน) ที่ทำให้นักลงทุนกระแสหลักสามารถนำเงินทุนมาจัดสรรได้อย่างสบายใจ  

กองทุน Crypto ETF จะเปลี่ยนรูปแบบการเข้าถึงการลงทุนของนักลงทุนทั่วไปอย่างไร?

การมาถึงของกองทุนคริปโต ETF จะสร้างความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ต่อวิธีการเข้าสู่ตลาด โดยเฉพาะในแง่ของการลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัล (คริปโตเคอร์เรนซี) ที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล หรือ mainstream crypto investing สำหรับนักลงทุนทั่วไปและนักลงทุนสถาบันที่เคยมีข้อจำกัดทางกฎหมายหรือข้อบังคับในการลงทุนตรงในสินทรัพย์ดิจิทัล   การมีการเข้าถึงแบบควบคุม หรือ regulated access หมายความว่าคริปโตเคอร์เรนซีจะถูกแปรสภาพให้กลายเป็น capital market product (ผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน) ที่จับต้องได้ในเชิงบัญชี สิ่งนี้เปรียบเสมือนสะพานเชื่อมโยงที่สำคัญระหว่างโลกของ mainstream finance (การเงินกระแสหลัก) และการมี crypto exposure (การมีส่วนร่วมในคริปโต)   นักลงทุนสามารถเพิ่มบิตคอยน์หรืออีเธอเรียมลงในพอร์ตโฟลิโอรวมของตนเองได้ง่ายๆ เพื่อรับการเข้าถึงพอร์ตการลงทุน (portfolio access) โดยไม่ต้องเผชิญกับความยุ่งยากในการเปิดกระเป๋าเงินดิจิทัล (Crypto Wallet) ไม่ต้องจดจำ Seed Phrase หรือต้องกังวลว่าอุปกรณ์ฮาร์ดแวร์จะสูญหาย การทำธุรกรรมทั้งหมดจะถูกสะท้อนผ่านบัญชีซื้อขายหลักทรัพย์ (Brokerage Account) ที่นักลงทุนใช้งานเพื่อซื้อขายหุ้นหรือกองทุนรวมอยู่เป็นประจำอยู่แล้ว สิ่งนี้จะทำให้เส้นแบ่งระหว่างการลงทุนแบบดั้งเดิมและการลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัลจางหายไป  

สิ่งนี้มีความหมายต่อระบบนิเวศสินทรัพย์ดิจิทัลของไทยอย่างไร?

ในมุมมองภาพรวมระดับประเทศ การพัฒนานี้จะส่งผลกระทบเชิงบวกอย่างมหาศาลต่อระบบนิเวศของสินทรัพย์ดิจิทัล หรือ digital asset ecosystem การอนุมัติกรอบโครงสร้างกรอบการทำงานหรือชุดกฎเกณฑ์ที่ถูกออกแบบมาเพื่อควบคุม จัดการ ประเมินความเสี่ยง และกำกับดูแลสินทรัพย์ดิจิทัล (digital asset framework) ที่มีความเป็นมาตรฐานสากล จะช่วยยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยในการก้าวขึ้นเป็น Thai financial hub (ศูนย์กลางทางการเงินของไทยและภูมิภาค)

  เมื่อเครื่องมือทางการเงินมีความพร้อมและได้รับการสนับสนุนจาก ก.ล.ต. (Thai SEC crypto) สิ่งที่ตามมาคือการเพิ่มขึ้นของการมีส่วนร่วมของนักลงทุนรายย่อย (retail participation) และเม็ดเงินจากนักลงทุนสถาบันที่จะไหลเข้าสู่ระบบได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย นอกจากนี้ยังเป็นการกระตุ้นให้ผู้ให้บริการทางการเงินต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นธนาคารพาณิชย์ บริษัทหลักทรัพย์ หรือบริษัทที่ปรึกษาทางการเงิน ต้องเร่งพัฒนาองค์ความรู้และโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับการเติบโตของ digital assets Thailand อย่างเต็มรูปแบบในอนาคต  

ทำไมการเข้าถึงตลาดภายใต้การควบคุมดูแล จึงยังไม่สามารถขจัดความเสี่ยงของตลาดได้?

แม้การบรรยายถึงโอกาสและโครงสร้างความปลอดภัยจะดูสวยหรูเพียงใด แต่ข้อเท็จจริงสำคัญที่บทความนี้ต้องเน้นย้ำคือ การลงทุนแบบการลงทุนคริปโตภายใต้การกำกับดูแล หรือ regulated crypto investing ที่ได้รับการกำกับดูแล ไม่ได้หมายความว่า “ความเสี่ยงในการลงทุนจะลดลง” ในแง่ของราคา   เป็นเรื่องจำเป็นอย่างยิ่งที่นักลงทุนจะต้องแยกแยะระหว่างการมีช่องทางการเข้าถึงที่ได้รับการกำกับดูแล (Regulated access) กับความผันผวนของราคาที่ลดลง (Reduced price volatility) ให้ขาดจากกัน กองทุน Thailand crypto ETF ทำหน้าที่เพียงแค่ “ขจัดความเสี่ยงที่เกิดจากตัวแพลตฟอร์ม” (Platform/Counterparty Risk) เช่น แพลตฟอร์มปิดหนี หรือถูกแฮ็ก แต่ “ความเสี่ยงจากตลาด” (Market Risk) ยังคงอยู่ครบถ้วนร้อยเปอร์เซ็นต์ บิตคอยน์ที่อยู่ในกองทุน ETF ยังคงมีโอกาสที่ราคาจะแกว่งตัวร่วงลง 20-30% ได้ภายในวันเดียว เช่นเดียวกับบิตคอยน์ที่อยู่บนกระดานซื้อขายสปอต (Spot Exchange)   ดังนั้น การประเมินความเหมาะสมของการลงทุนและความสามารถในการรับความเสี่ยงยังคงเป็นความรับผิดชอบหลักของนักลงทุน  

นักเทรดและนักลงทุนควรตีความการเปลี่ยนแปลงนี้อย่างไร?

สำหรับเทรดเดอร์และนักลงทุน การเปลี่ยนผ่านครั้งนี้ควรอ่านค่าให้เป็นมากกว่าแค่เทรนด์การลงทุนใหม่ แต่มันคือโอกาสในการประยุกต์ใช้กลยุทธ์การบริหารความมั่งคั่งอย่างเป็นระบบ นักลงทุนควรให้ความสำคัญกับการประเมินประสิทธิภาพของการบริหารจัดการกองทุน (fund management) ของแต่ละ บลจ.   ปัจจัยที่ต้องพิจารณาเมื่อมีกองทุน crypto ETF Thailand ออกมาเสนอขายคือ อัตราค่าธรรมเนียมในการบริหารจัดการ (Management Fee) ความสามารถของกองทุนในการทำให้ราคาหน่วยลงทุนเคลื่อนไหวแนบสนิทไปกับราคาสินทรัพย์อ้างอิงโดยมีความคลาดเคลื่อน (Tracking Error) ให้น้อยที่สุด และสภาพคล่องของหน่วยลงทุนเมื่อมีการซื้อขายบนกระดานตลาดหลักทรัพย์ฯ การเข้ามาของ Thai SEC crypto จะช่วยทำให้นักลงทุนมีหนังสือชี้ชวนที่เป็นมาตรฐานสำหรับการเปรียบเทียบข้อมูลเหล่านี้ ซึ่งจะทำให้การตัดสินใจเป็นไปอย่างมีเหตุผลและอิงตามข้อมูลจริง มากกว่าการฟังคำโฆษณาชวนเชื่อ  

ความเข้าใจผิดที่พบบ่อยเกี่ยวกับคริปโต ETF

การมาถึงของผลิตภัณฑ์ใหม่มักมาพร้อมกับความเข้าใจผิด (Common Misunderstandings) เสมอ เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้อง นี่คือความเข้าใจผิดที่พบได้บ่อยเกี่ยวกับกองทุนคริปโต ETF  
  • ความเข้าใจผิดที่ 1: กองทุน ETF จะทำให้คริปโตไร้ความเสี่ยง
อย่างที่ได้อธิบายไปข้างต้น กองทุนไม่ได้ลดความผันผวนของสินทรัพย์อ้างอิง มันเป็นเพียงพาหนะทางการเงินที่ปลอดภัยสำหรับการเข้าไปถือครองสินทรัพย์ที่ผันผวนสูงเท่านั้น  
  • ความเข้าใจผิดที่ 2: คุณคือเจ้าของเหรียญคริปโตที่แท้จริง
เมื่อคุณซื้อหน่วยลงทุนของ crypto ETF Thailand คุณกำลังซื้อหุ้นของกองทุนที่ถือครองคริปโต คุณไม่ได้เป็นเจ้าของ Private Key และไม่สามารถโอนบิตคอยน์ออกจากกองทุนไปยังกระเป๋าเงินส่วนตัวของคุณได้  
  • ความเข้าใจผิดที่ 3: กองทุนคริปโต ETF มีการจ่ายเงินปันผลเหมือนหุ้น โดยทั่วไป สินทรัพย์อย่างบิตคอยน์ไม่มีการสร้างกระแสเงินสดหรือผลกำไรจากบริษัท (เหมือนหุ้น) ดังนั้นกองทุนประเภทนี้ส่วนใหญ่จึงไม่มีการจ่ายเงินปันผล ผลตอบแทนจะมาจากส่วนต่างของราคาหน่วยลงทุน (Capital Gain) เท่านั้น 
  • ความเข้าใจผิดที่ 4: การซื้อผ่าน ETF ดีกว่าการซื้อผ่านกระดานเทรดคริปโตเสมอ ไม่มีสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับทุกคน หากคุณเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีที่ต้องการนำคริปโตไปทำธุรกรรมแบบกระจายศูนย์ (DeFi) การซื้อผ่านกองทุนย่อมไม่ตอบโจทย์ แต่หากคุณเป็นนักลงทุนที่ต้องการเพียงผลตอบแทนจากราคาโดยไม่อยากปวดหัวเรื่องการเก็บรักษา Private Key กองทุน ETF คือคำตอบที่เหมาะสมกว่า 

สรุป

ท้ายที่สุดแล้ว ร่างกรอบการทำงานของ Thailand crypto ETF นับเป็นพัฒนาการครั้งสำคัญที่จะสร้างสะพานเชื่อมระหว่างการเงินดั้งเดิมและโลกของสินทรัพย์ดิจิทัล การมุ่งเน้นไปที่โครงสร้างของการดูแลทรัพย์สิน การคุ้มครองนักลงทุน และความโปร่งใส จะช่วยยกระดับตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลในไทย หรือ Thailand digital asset market ให้มีความน่าเชื่อถือในสายตาของนักลงทุนสถาบันและรายย่อยมากยิ่งขึ้น   อย่างไรก็ตาม แม้จะมีกรอบกฎหมายที่แข็งแกร่งรองรับ แต่ผู้ที่ต้องการเข้าสู่ตลาดนี้ยังคงต้องเตรียมพร้อมรับมือกับความผันผวนตามธรรมชาติของสินทรัพย์   รายการตรวจสอบสำหรับนักลงทุน (Practical Investor Checklist) ก่อนเลือกลงทุนใน Crypto ETF  
  1. ตรวจสอบ Custodian: กองทุนใช้ผู้ให้บริการรับฝากทรัพย์สินที่ได้รับใบอนุญาตและมีมาตรฐานความปลอดภัยระดับโลกหรือไม่?
  2. อ่านหนังสือชี้ชวน: ทำความเข้าใจนโยบายการลงทุน นโยบายการจ่ายปันผล (ถ้ามี) และความเสี่ยงที่ระบุไว้
  3. ประเมินค่าธรรมเนียม: เปรียบเทียบอัตราส่วนค่าใช้จ่ายรวม (Total Expense Ratio) กับการซื้อคริปโตโดยตรงบนกระดานเทรดสปอต
  4. ตรวจสอบระดับความเสี่ยง (Risk Spectrum): ยืนยันว่าตนเองสามารถรับความเสี่ยงระดับ 8+ (ความเสี่ยงสูงมาก) ได้หรือไม่
  5. พิจารณา Tracking Error: ตรวจสอบว่ากองทุนมีประวัติความคลาดเคลื่อนของราคาเทียบกับราคาสินทรัพย์อ้างอิงมากน้อยเพียงใด
 

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

Q: ร่างกรอบการทำงาน Crypto ETF ของประเทศไทยคืออะไร? A: ร่างกรอบการทำงานนี้เป็นแนวทางที่นำเสนอโดยสำนักงาน ก.ล.ต. ของไทย เพื่ออนุญาตให้บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) สามารถจัดตั้งและเสนอขายกองทุนรวมอีทีเอฟ (ETF) ที่มีนโยบายลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัลโดยตรง (Spot) ได้ ซึ่งจะเปิดให้นักลงทุนสามารถซื้อขายหน่วยลงทุนในกระดานตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) เหมือนกับการซื้อขายหุ้นปกติ   Q: สินทรัพย์ดิจิทัลประเภทใดที่อาจมีคุณสมบัติผ่านเกณฑ์ในระยะเริ่มต้น? A: ในระยะเริ่มต้น คาดว่าสินทรัพย์ที่จะได้รับการพิจารณาอนุมัติให้จัดตั้งเป็นกองทุน ETF ได้ จะเป็นคริปโตเคอร์เรนซีที่มีมูลค่าตลาดขนาดใหญ่ที่สุด มีสภาพคล่องสูง และได้รับการยอมรับในระดับสากล เช่น บิตคอยน์ (Bitcoin) และอีเธอเรียม (Ethereum) เป็นหลัก   Q: กองทุนคริปโต ETF แตกต่างจากการซื้อคริปโตโดยตรงอย่างไร? A: การซื้อคริปโตโดยตรง นักลงทุนต้องเปิดบัญชีกับศูนย์ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัล (Exchange) และต้องรับผิดชอบในการเก็บรักษาเหรียญในกระเป๋าเงิน (Wallet) พร้อมดูแลรักษา Private Key ด้วยตนเอง แต่การซื้อกองทุน ETF นักลงทุนเพียงแค่ซื้อ “หน่วยลงทุน” ผ่านโบรกเกอร์หุ้นทั่วไป โดยมีผู้ดูแลผลประโยชน์และ Custodian ระดับมืออาชีพเป็นผู้ทำหน้าที่เก็บรักษาเหรียญคริปโตของจริงแทนนักลงทุน   Q: ทำไมกระบวนการดูแลรักษาสินทรัพย์ (Custody) ถึงมีความสำคัญมากในกองทุนคริปโต ETF? A: เพราะสินทรัพย์ดิจิทัลเป็นสิ่งที่สามารถสูญหายไปตลอดกาลได้หากถูกแฮ็กหรือลืมรหัสผ่าน Private Key ดังนั้น โครงสร้างกองทุน ETF ที่ได้รับการกำกับดูแลจึงต้องบังคับใช้มาตรการ Custody ที่เข้มงวด โดยใช้บริการจาก Custodian ที่ได้รับใบอนุญาต ซึ่งมีการใช้เทคโนโลยีความปลอดภัยขั้นสูงสุด (เช่น Cold Storage แบบ Multi-signature) เพื่อสร้างความมั่นใจและการคุ้มครองทรัพย์สินขั้นสูงสุดแก่นักลงทุน   Q: การมีกองทุนคริปโต ETF ที่ได้รับการกำกับดูแล จะทำให้สินทรัพย์ดิจิทัลมีความปลอดภัย (ไร้ความเสี่ยง) มากขึ้นหรือไม่? A: กองทุนที่ได้รับการกำกับดูแลจะช่วยเพิ่ม “ความปลอดภัยจากแพลตฟอร์ม” (ลดความเสี่ยงจากการถูกแฮ็ก ศูนย์ซื้อขายปิดหนี หรือการฉ้อโกง) แต่มัน ไม่ได้ขจัดความเสี่ยงด้านราคา (Market Risk) ความผันผวนโดยธรรมชาติของบิตคอยน์หรือสินทรัพย์อ้างอิงจะยังคงอยู่ครบถ้วน กองทุน ETF เป็นเพียงพาหนะที่ปลอดภัยสำหรับการเข้าถึงการลงทุนที่มีความเสี่ยงสูงนี้เท่านั้น

พร้อมที่จะเริ่มต้นแล้วหรือยัง

ถึงเวลาที่จะก้าวเข้าสู่ตลาด: ลงทะเบียนวันนี้และสำรวจโลกของการเทรดด้วยความมั่นใจ!

เริ่มการเทรดตอนนี้ได้เลย